วิเคราะห์ความเสี่ยงของ Web Application ด้วย D.R.E.A.D.

วิเคราะห์ความเสี่ยงของ Web Application ด้วย D.R.E.A.D.

การจัดการโครงการทางด้านไอที
การวิเคราะห์ความเสี่ยงของ Web Application ด้วยแบบจำลอง DREAD เป็นวิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในการคำนวณระดับความเสี่ยงที่ถูกแสดงด้วยภัยคุกคาม มันเกี่ยวข้องกับการให้คะแนนตัวเลข กับตัวแปรความเสี่ยงทั้ง 5 แล้วเอามาคำนวณค่าความเสี่ยง ตัวแปรห้าตัวสำหรับการคำนวณความเสี่ยงในรูปแบบ DREAD คือ: Damage potential: ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากช่องโหว่ที่เกิดขึ้น ค่าความเสียหายยิ่งมาก ความเสี่ยงก็ยิ่งสูง Reproducibility: ความสามารถในการเกิดซ้ำ กำหนดระดับความยากลำบากในการเกิดปัญหาซ้ำๆ หรือความสำเร็จที่จะทำให้เกิดปัญหาขึ้น การเกิดปัญหาซ้ำๆได้ง่าย จะทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น Exploitability: ความสามารถที่จะทำให้สำเร็จ ประเมินระดับความเชี่ยวชาญ เวลา และเครื่องมือที่จำเป็นในการทำใ้เกิดปัญหา กระบวนการที่เกิดปัญหานี้ยิ่งง่ายมากเท่าใด ค่าความเสี่ยงจะสูงขึ้น Affected users: ผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบ คำนวณจำนวน และความสำคัญของผู้ใช้ ที่อาจได้รับผลกระทบ ยิ่งจำนวนของผู้ใช้งานที่มากขึ้น และมีความสำคัญมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงเท่านั้น Discoverability: การค้นพบ ประเมินความง่ายในการระบุภัยคุกคาม ซึ่งอาจมองเห็นได้ง่าย แสดงในแถบที่อยู่ของเว็บเบราเซอร์ ไปจนถึงสิ่งที่ไม่ได้รับการบันทึกไว้ และยากที่จะตรวจจับ ยิ่งความยากมากเท่าใด ความเสี่ยงก็ยิ่งมากขึ้น ค่าความเสี่ยง ขั้นตอนต่อไป เราจะกำหนดค่าใดค่าหนึ่งต่อไปนี้ ให้กับแต่ละตัวแปรทั้งห้าตัว เพื่อให้ได้รูปแบบการรักษาความปลอดภัยที่ชัดเจน: 0 = ไม่เสี่ยงเลย 5 = ความเสี่ยงปานกลาง 10 = ความเสี่ยงสูง ตัวอย่างการกำหนดค่าความเสี่ยง ตัวอย่างต่อไปนี้ คือ ช่องโหว่ของ Cross Side Script ซึ่งคะแนน DREAD ควรจะเป็นดังนี้ ความเสียหาย: 10 ความสามารถในการทำซ้ำได้: 5 การใช้ประโยชน์ได้: 10 ผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบ: 10 ความสามารถในการค้นพบ: 5 คะแนนรวม: 40 ในกรณีนี้ เราสามารถประเมินได้จากคะแนนรวมที่สูงว่า ช่องโหว่นี้มีศักยภาพในการทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก กับผู้ใช้จำนวนมาก และควรได้รับการบรรเทาทันที
Read More
การซื้อบ้านหลังใหม่เพื่อขอ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืน

การซื้อบ้านหลังใหม่เพื่อขอ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืน

การวางแผนการเงิน
ในการซื้อบ้านนั้น ภาษีธุรกิจเฉพาะ, ค่าอากร และภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นของคู่กันเสมอ แต่น้อยคนที่จะรู้วิธีการจัดการค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เรามีวิธีการลดค่าใช้จ่าย และขอภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืน เมื่อเราซื้อบ้านหลังใหม่ หลังจากขายไปแล้ว ดังนี้ การซื้อบ้านเพื่อขอ 'ภาษีหัก ณ ที่จ่าย' คืน สมมติว่า เรามีบ้าน 2 หลัง หลังแรก ซื้อเดือนธันวาคม ปี 2560 แล้วย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านหลังแรก พอเดือนธันวาคม ปี 2561 (รวม 12 เดือน หรือ 1 ปี) บ้านชื่อเข้าทะเบียนบ้านหลังที่ 2 โดยใน 1 ปี ไม่จำเป็นต้องติดกันก็ได้ เช่น ย้ายเข้าเดือนธันวาคม 2560 ย้ายออกเดือนพฤษภาคม 2561 (รวม 6 เดือน) แล้วย้ายเข้าใหม่เดือนกรกฎาคม 2561 ย้ายออกเดือนมกราคม 2562 (รวมอีก 6 เดือน) รวมระยะเวลาเป็น 12 เดือนก็ได้ พอเราขายบ้านหลังแรก ถ้าเราเคยมีชื่ออยู่ในบ้านหลังแรกอย่างน้อย 1 ปี เวลาขาย จะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% แต่จะเสียเป็นอากร 0.5% ของราคากลางแทน แต่ 'ภาษีหัก ณ ที่จ่าย' ก็ยังต้องเสียปกติ นอกจากนั้น ภายใน 1 ปี หลังจากขายบ้านหลังแรก ไปซื้อบ้านหลังที่ 3 ซึ่งต้องมีราคาไม่น้อยกว่าบ้านหลังแรก เช่น บ้านหลังแรกราคา 1 ล้านบาท บ้านหลังที่ 3 จะต้องมากกว่า 1 ล้านบาท อาจจะเป็น 1.5 ล้านก็ได้ เราสามารถขอภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืนได้ ที่มา The Money Coach
Read More
นิยามความหมายของ การพัฒนาซอฟต์แวร์

นิยามความหมายของ การพัฒนาซอฟต์แวร์

การจัดการโครงการทางด้านไอที
การพัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง หรือปรับแต่งซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจรวมถึง การเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ การติดตั้งเครื่องมือการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management: CRM) การนำชุดบัญชีใหม่ไปใช้งาน การสร้างแอปพลิเคชันเฉพาะ สำหรับธุรกิจของคุณ กิจกรรมเหล่านี้ทั้งหมดเป็นคุณสมบัติของการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจส่วนใหญ่ ในบางประเด็นจะต้องเผชิญกับโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีในตอนนี้มันถูกผนวกเข้าเป็นส่วนเดียวกับธุรกิจ และเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงมัน ทำไม 'การพัฒนาซอฟต์แวร์' จึงเป็นเรื่องยาก? ก็เพราะมันไม่ใช่การสร้างบ้านน่ะสิ ผู้คนจำนวนมาก ใช้เปรียบเทียบในการสร้างบ้าน เพื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ ผมเชื่อว่าการเปรียบเทียบแบบนี้ มันไม่ถูกต้อง เนื่องจากมันทำให้เข้าใจความรู้สึกตรวจจับทางด้านความปลอดภัย (Security) และธรรมชาติของการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Nature of Software Development) ก็ผิดไป บ้านเป็นคอนกรีต และเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า เราทุกคนอยู่ในบ้าน เราทุกคนมีข้อสมมติฐานต่างๆเกี่ยวกับเรื่องบ้าน แต่มันไม่สามารถกล่าวได้ในทางเดียวกันกับซอฟต์แวร์   บ้านต้องสร้างจากฐานชั้นแรก ไปชั้นสอง และสามตามลำดับ แต่การพัฒนาซอฟต์แวร์นั้นสามารถทำจากจุดใดก่อนก็ได้ เมื่อเอามารวมกันก็จะสามารถใช้งานได้ เราอาจจะทำหน้าจอ User Interface ก่อนทำฐานข้อมูลก็ได้ ดังนั้นการออกแบบจึงต้องออกแบบให้ครบถ้วนก่อนที่จะเริ่มทำ และซอฟต์แวร์แต่ละส่วนที่แยกกันพัฒนา รวมถึง Computer Hardware และเครือข่าย จะต้องเข้ากันได้เป็นอย่างดี รองรับการทำงานซึ่งกันและกัน
Read More
คำจำกัดความของ การจัดการโครงการแบบ Agile และ Waterfall

คำจำกัดความของ การจัดการโครงการแบบ Agile และ Waterfall

การจัดการโครงการทางด้านไอที
ในการจัดการโครงการทางด้านไอที การจัดการแบบ Waterfall กับแบบ Agile ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ ในการจัดการโครงการด้านไอทีต่างๆอย่างแพร่หลายในอดีตจนถึงปัจจุบัน และการจัดการแบบ Waterfall กับแบบ Agile ก็มีความแตกต่างกัน ในการประยุกต์นำไปใช้งาน เรามาดูความแตกต่างของการจัดการโครงการทั้ง 2 แบบกัน การจัดการโครงการแบบ Waterfall แบบจำลองการจัดการโครงการแบบน้ำตก หรือ Waterfall นิยมใช้ในการพัฒนาระบบแบบ Software Development Life Cycle สำหรับวิศวกรรมซอฟต์แวร์ มักจะใช้พิจารณาวิธีการแบบคลาสสิกในการพัฒนาระบบด้วย System Development Life Cycle, แบบจำลอง Waterfall จะอธิบายถึงวิธีการพัฒนาที่เป็นเชิงเส้นและตามลำดับ (Linear and Sequential) การพัฒนาแบบ Waterfall มีเป้าหมายแตกต่างกันไปในแต่ละขั้นของการพัฒนา เราจะต้องลองนึกภาพน้ำตก ที่ตกลงมาจากหน้าผาชันที่สูงชัน เมื่อน้ำได้ไหลผ่านขอบของหน้าผา และได้เริ่มตกลงสู่ด้านล่างของหน้าผา น้ำที่ตกลงมาจะไม่สามารถไหลย้อนกลับได้ เป็นแบบเดียวกันกับการพัฒนาแบบ Waterfall เมื่อขั้นตอนการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ การพัฒนาจะดำเนินไปสู่ขั้นต่อไป และจะไม่มีการย้อนกลับ อีกด้านหนึ่งของการจัดการโครงการแบบ Waterfall คือ ใช้เป็นตัวขับเคลื่อนแผนการณ์ (Plan Driven) โดยพยายามที่จะกำหนดเอกสารรายละเอียดความต้องการ และแผนสำหรับโครงการทั้งหมดก่อนที่จะเริ่มโครงการ คำว่า Waterfall มักถูกใช้บ่อยๆ อย่างหลวมๆ เพื่ออ้างถึงวิธีการขับเคลื่อนแผนการณ์แบบใดๆก็ตาม คำว่า Waterfall ก็มีความหมาย หมายถึง รูปแบบทั่วไปของการจัดการโครงการ ที่เน้นความสามารถในการคาดการณ์และควบคุม มากกว่าความคล่องตัว (Agile) จึงทำให้กลายเป็นเพียงรูปแบบการจัดการโครงการที่ไม่ดี การจัดการโครงการแบบ Agile ความหมายของการจัดการโครงการแบบคล่องตัว หรือ Agile ในการเปรียบเทียบแบบนี้ ก็ค่อนข้างเข้าใจยากเพราะเป็นแนวคิดที่มีความหมายบางอย่างในการใช้งานจริง, ในระดับโครงการ, อย่างน้อยที่สุด, ในสหรัฐอเมริกา คำว่า Agile ได้ใช้ความหมายแฝงเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้วิธีการ Scrum ในโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ การ Scrum เป็นรูปแบบการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Agile ในรูปแบบของทีมขนาดเล็กหลายทีม ที่ทำงานในลักษณะที่เข้มข้นและพึ่งพากัน (Intensive and Interdependent Manner) คำว่า Scrum เป็นคำที่ใช้ในการเรียกรูปแบบการเล่นรักบี้ ซึ่งใช้ในการเริ่มเกมใหม่หลังจากเหตุการณ์ที่ทำให้การเล่นหยุดลง เช่น การทำผิดกติกา การ Scrum มีกระบวนการตัดสินใจในแบบเรียลไทม์ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ และข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง คำจำกัดความดังกล่าว มีการพัฒนาขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากการ Scrum กลายเป็นมาตรฐานสำหรับโครงการแบบ Agile อย่างไรก็ตาม ความหมายเดิมของ Agile ถูกคิดขึ้นใน Manifesto of Software Development ที่เผยแพร่ในปี พ. ศ. 2544 (หรือปี 2001) เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ Agile Manifesto…
Read More
วัฏจักรการพัฒนาซอฟต์แวร์: Software Development Life Cycle

วัฏจักรการพัฒนาซอฟต์แวร์: Software Development Life Cycle

การจัดการโครงการทางด้านไอที
วัฏจักรการพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือ Software Development Life Cycle เป็นวัฏจักรพื้นฐานในการพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นับตั้งแต่เริ่มเก็บความต้องการ (Get Requirement) ไปจนถึงการสำรวจความเห็นย้อนกลับ (Feedback) มาที่ผู้พัฒนา Software Development Life Cycle มีส่วนประกอบพื้นฐาน ดังต่อไปนี้ 1. Planning: วางแผนโครงการ การวางแผนการพัฒนาซอฟต์แวร์ เริ่มต้นจาก การเก็บความต้องการ (Get Requirement) ทั้งจากลูกค้า (Customer) หรือผู้ใช้งาน (User) อาจจะเป็นการกำหนดจากขั้นตอนทางธุรกิจ หรือ Business Process ก็ได้ 2. Analysis: วิเคราะห์โครงการ เมื่อเราได้ความต้องการจากลูกค้า หรือผู้ใช้งานแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบ ซึ่งจะต้องวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุน (Return On Investment: ROI) ว่าคุ้มค่าในการดำเนินการต่อหรือไม่ เมื่อเราคำนวณความคุ้มค่าของโครงการแล้ว จึงจะนำมาจัดทำขอบเขตของโครงการ หรือ Project Scope Of Work เพื่อกำหนดขอบเขตการพัฒนาซอฟต์แวร์ว่าเราจะทำหรือไม่ทำอะไรบ้าง โดยขั้นตอนนี้จะต้องสรุปกับลูกค้า หรือผู้ใช้งาน ตามความต้องการ (Requirement) ที่ได้เก็บมาตั้งแต่ต้น จนได้ข้อสรุปที่ตกลงได้ทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อเราสามารถสรุปขอบเขตของโครงการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การทำแผนการปฏิบัติการ หรือ Action Plan เพื่อกำหนดการทำงานภายใต้ระยะเวลาตามที่ได้สรุปกับลูกค้า หรือผู้ใช้งาน ในขอบเขตของโครงการ (Project Scope Of Work) 3. Design: ออกแบบระบบ การออกแบบระบบนี้ นอกจากการออกแบบทางด้านซอฟต์แวร์ ทั้งหน้าจอตอบสนองผู้ใช้งาน (User Interface: UI) และการโค้ดซอฟต์แวร์ (Software Coding) ด้วยการทำรายละเอียดซอฟต์แวร์ หรือ Software Specification แต่จะรวมถึงการออกแบบฐานข้อมูล (Database Design) และเครือข่าย (Network Design) ด้วย เพื่อให้ซอฟต์แวร์สามารถทำงานได้ตามความต้องการของลูกค้า หรือผู้ใช้งาน 4. Implementation: พัฒนาซอฟต์แวร์และติดตั้ง เมื่อทำการออกแบบระบบเรียบร้อยแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ใช้งานได้จริง โดยพัฒนาซอฟต์แวร์ตามที่ได้ออกแบบไว้แล้ว ให้กลายเป็นความจริง สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของลูกค้า หรือผู้ใช้งาน ตามที่ได้เก็บมา ขั้นตอนนี้จะทำอยู่ในสภาวะแวดล้อมทดสอบ หรือ Test Environment 5. Testing & Integration: ทดสอบและนำไปใช้งาน หลังจากพัฒนาซอฟต์แวร์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทดสอบและการบูรณาการ จะต้องทำการทดสอบจนกว่า ความผิดพลาดของซอฟต์แวร์ หรือบั๊ก (Bug) จะลดน้อยมากที่สุด…
Read More
เครื่องวัดที่ใช้ในสถานีตรวจวัดอากาศมีอะไรบ้าง

เครื่องวัดที่ใช้ในสถานีตรวจวัดอากาศมีอะไรบ้าง

ไอทีและเทคโนโลยีที่น่าสนใจ
สถานีตรวจวัดอากาศหรือ Weather Station ทำหน้าที่หลัก คือ วัดและตรวจสอบสภาพอากาศ ผ่านเครื่องวัดต่างๆ แล้วนำมาประมวลผลตามหลักสถิติ จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นการพยากรณ์อากาศ เรามาเรียนรู้กันว่าพื้นฐานของสถานีตรวจวัดอากาศจะมีเซนเซอร์อะไรกันบ้าง เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน - Rain gauge ใช้สำหรับวัดปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา หน่วยที่ใช้วัดคือ มิลลิเมตร เครื่องวัดความเร็วลม - Anemometer ใช้สำหรับวัดความเร็วของลม หน่วยที่ใช้วัดคือ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องวัดทิศทางลม - Weather vane ใช้สำหรับวัดว่าลมพัดไปในทิศทางใด หน่วยที่ใช้วัดคือ องศา เครื่องวัดอุณหภูมิของดิน - Soil temperature probe ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิของดิน หน่วยที่ใช้วัดคือ องศาเซลเซียส เครื่องวัดอุณหภูมิของอากาศ - Air Temperature sensor ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิของอากาศ หน่วยที่ใช้วัดคือ องศาเซลเซียส เครื่องวัดความชื้นในอากาศ - Humidity sensor ใช้สำหรับวัดค่าความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ หน่วยวัดที่ใช้คือ เปอร์เซ็นต์ เครื่องวัดความกดอากาศ - Pressure sensor ใช้สำหรับวัค่าความกดของอากาศ หน่วยที่ใช้วัดคือ ปาสคาล เครื่องวัดคุณภาพของอากาศ - Air quality sensor ใช้สำหรับวัดค่าปริมาณฝุ่นและควัน ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนน๊อกไซด์ ในอากาศ หน่วยที่ใช้วัดคือ เปอร์เซ็นต์สัมพัทธ์
Read More
การทำ Python Web Server ง่ายๆด้วย Flask

การทำ Python Web Server ง่ายๆด้วย Flask

ไอทีและเทคโนโลยีที่น่าสนใจ
จาก "การทำ Web Server ส่วนตัวด้วย Raspberry Pi" ซึ่งเป็นการทำ Web Server ด้วย Apache, PHP และ MySQL คราวนี้เรามาดูวิธีสร้าง Python Web Server ด้วย Flask กัน การติดตั้ง Flask ก่อนที่จะติดตั้งโปรแกรม Flask ให้ทำการตรวจสอบให้มั่นใจว่า Raspberry Pi นั้นเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตผ่านสายแลนหรือ Wifi ได้อย่างดี เมื่อเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ให้ติดตั้งโปรแกรม Flask ด้วยคำสั่ง sudo apt-get install python3-flask เริ่มสร้าง Python Web Server ด้วย Flask ตอนนี้เรากำลังจะสร้างเว็บแอ็พพลิเคชันพื้นฐานด้วย Flask และ Python เราจะสามารถเรียกใช้เว็บเพจ และแสดงข้อความบนเว็บเบราเซอร์ได้ ใช้คำสั่งดังนี้เพื่อเขียนไฟล์ Python sudo nano app.py ตอนนี้ให้ใส่โค้ดต่อไปนี้ลงในไฟล์ app.py from flask import Flask app = Flask(__name__) @app.route('/') def index(): return 'Hello world' if __name__ == '__main__': app.run(debug=True, host='0.0.0.0') โดยที่ host='0.0.0.0' จะหมายถึง เชื่อมต่อได้ทุกอุปกรณ์ในเครือข่าย บันทึกไฟล์ app.py เรียกใช้คำสั่ง python3 app.py เราจะได้เห็นผลลัพธ์ดังนี้ * Running on http://0.0.0.0:5000/ * Restarting with reloader เปิดเว็บเบราเซอร์ แล้วไปที่ http://127.0.0.1:5000/ เราก็จะเห็นหน้าจอสีขาวที่มีคำว่า Hello world
Read More
การทำ Web Server ส่วนตัวด้วย Raspberry Pi

การทำ Web Server ส่วนตัวด้วย Raspberry Pi

ไอทีและเทคโนโลยีที่น่าสนใจ
Web Server คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการด้านเว็บไซต์ มีความสำคัญในโลกปัจจุบันเป็นอย่างมาก ซึ่งโลกปัจจุบันมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตกันอย่างกว้างขวางอย่างมาก ตั้งแต่เด็กเล็กอายุไม่กี่ขวบ ไปจนถึงวัยชรา อินเตอร์เน็ตมีบทบาทอย่างมากต่อวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทั้งเป็นแหล่งความรู้ที่ไม่จบสิ้น และเป็นแหล่งหารายได้นอกเหนือจากงานประจำอีกด้วย หากเรามีเว็บไซต์ส่วนตัวสักเว็บก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จกันเลยที่เดียว หากสามารถทำให้มันดังระเบิดได้ ตัวอย่างของมหาเศรษฐี ที่รวยจากเว็บไซต์ของตนเอง ที่เราเห็นได้ชัด ได้แก่ Facebook, Twitter, Instagram, Alibaba, Lazada หรือแม้แต่ Lnwshop ของคนไทยก็เช่นกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวเรามาตั้งเครื่อง Server ส่วนตัวกันดีกว่า และยังทำให้เราเข้าใจการทำงานของเครื่อง Server อีกด้วย เท่ากับยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียว   การติดตั้ง Web Server ส่วนตัวบน Raspberry Pi ติดตั้ง Apache Apache เป็นแอ็พพลิเคชันยอดนิยมสำหรับใช้ทำ Server ให้กับเว็บไซต์ของเรา ที่เราสามารถติดตั้งบน Raspberry Pi ได้เพื่อให้เราสามารถใช้งานเว็บเพจได้ Apache สามารถให้บริการไฟล์ HTML ผ่าน HTTP และมีโมดูลเพิ่มเติม ที่มีความสามารถให้บริการหน้าเว็บแบบไดนามิก โดยใช้ภาษาสคริปต์เช่น PHP คำสั่งติดตั้ง Apache: sudo apt-get install apache2 -y [caption id="attachment_21" align="aligncenter" width="300"] Apache พร้อมใช้งานแล้ว[/caption] ติดตั้ง PHP PHP เป็นโปรแกรมประมวลผล ที่ทำงานเมื่อเซิร์ฟเวอร์ได้รับคำขอสำหรับหน้าเว็บเพจของเรา มันจะทำงาน และประมวลผลคำสั่งต่างๆ แล้วส่งสิ่งที่ต้องแสดงบนหน้าเว็บนั้นไปยังเบราเซอร์ต่างๆ เช่น Google Chrome, Firefox, IE PHP มีความแตกต่างจาก HTML คือ PHP สามารถแสดงเนื้อหาที่แตกต่างกันภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกันได้ สามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลได้หลากหลาย เช่น MySQL, MsSQL, MariaDB PHP ก็ยังเป็นภาษายอดนิยมในการทำเว็บไซต์ มีการสอนกันในหลายมหาวิทยาลัย ซึ่งโครงการขนาดใหญ่ๆ อย่างเช่น Facebook และ Wikipedia ก็เขียนใน PHP เช่นกัน คำสั่งติดตั้ง PHP: sudo apt-get install php5 libapache2-mod-php5 -y ติดตั้ง MySQL MySQL เป็นเครื่องมือฐานข้อมูลที่เป็นที่นิยม เช่นเดียวกับ PHP การใช้งานกันอย่างล้นหลาม ซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มความนิยมให้กับฐานข้อมูลชนิดนี้ เนื่องจากมันฟรี นี่คือเหตุผลที่โครงการต่างๆ เช่น WordPress ใช้งาน และทำไมโครงการเหล่านั้นจึงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย คำสั่งติดตั้ง MySQL: sudo…
Read More
การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมยุคใหม่สังคมไร้เงินสด

การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมยุคใหม่สังคมไร้เงินสด

ไอทีและเทคโนโลยีที่น่าสนใจ
การทำธุรกรรมแต่ละอย่างต้องใช้เงิน ในอดีตเรามีปัญหาการทำธุรกรรมไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายเล็ก เช่น หากเราจะซื้อของสักอย่างที่มีราคาสูงๆ อาจจะต้องพกเงินเป็นปึกๆ หรือจะซื้อก๋วยเตี๋ยวซักถุงแต่มีแบงค์ 1000 ซึ่งเป็นปัญหาการทอนเงินให้ลูกค้า แม้แต่ร้านสะดวกซื้อยังเกิดดราม่าทอนเงินไม่ครบ หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องพกเศษเหรียญจำนวนมากเพื่อทอนให้กับผู้โดยสาร แต่การมาของ 'สังคมไร้เงินสด' จะช่วยให้เราสะดวกมากยิ่งขึ้น เริ่มต้นสู่ 'สังคมไร้เงินสด' ปัญหาดราม่าต่างๆเกี่ยวกับเงินสดต่างๆจะลดลง เมื่อระบบไร้เงินสดเข้ามาแทนที่ ปัจจุบันเรามีความสะดวกในการชำระเงินผ่านการ์ดต่างๆ เช่น บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด, mPay, Line Pay ฯลฯ และหากเรามีลูกค้าเป็นชาวจีน ก็มีระบบการชำระเงินออนไลน์ เช่น Ali Pay, We Chat Pay รองรับ ซึ่งเพิ่มความสะดวกสะบายในการซื้อสินค้า โดยไม่ต้องพกเงินติดตัวเป็นจำนวนมากเหมือนในอดีต การปรับตัวสู่ 'สังคมไร้เงินสด' เราต้องปรับตัว เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด เพราะคู่แข่งของเราเริ่มแล้วนะ หลายประเทศก็เริ่มใช้งานกันแล้ว ปัจจุบันนี้สังคมไร้เงินสดที่เห็นได้ชัดก็คือ 'บัตรสวัสดิการคนจน' นั่นเอง ไม่ว่าจะขึ้นรถลงเรือ ซื้อของใช้ประจำวัน ชำระค่าน้ำค่าไฟฟ้า ก็จะชำระผ่านบัตรนี้ทั้งสิ้นไม่ต้องพกเงินสด สิ้นเดือนรัฐบาลก็จะเติมเงินเข้ามาในบัตร การใช้เงินต่างๆของผู้ใช้บัตร รัฐบาลก็สามารถตรวจสอบได้
Read More
100 ไอเดียการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติด Google

100 ไอเดียการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติด Google

ไอทีและเทคโนโลยีที่น่าสนใจ
การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ในการเพิ่มปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ของเราให้มากขึ้น เนื่องจาก หากไม่มีผู้คนเข้าชมเว็บของเราในจำนวนที่มากพอ เราอาจะจะไม่สามารถเปิดเผยเว็บไซต์ของเราต่อผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าของเราได้ ดังนั้นเราต้องตระหนักถึงความสำคัญ ของการจราจร (หรือ Traffic) ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อที่เราจะสามารถใช้ขั้นตอนในการทำ SEO เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของจำนวนคนเข้าเว็บที่เราตั้งใจไว้ เรามาดูกันว่า การทำ SEO ทั้ง 100 ไอเดียนั้นมีอะไรกันบ้าง? 1. เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าชมเว็บ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ในการเพิ่มปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ของเราให้มากขึ้น เนื่องจาก หากไม่มีผู้คนเข้าชมเว็บของเราในจำนวนที่มากพอ เราอาจะจะไม่สามารถเปิดเผยเว็บไซต์ของเราต่อผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าของเราได้ ดังนั้นเราต้องตระหนักถึงความสำคัญ ของการจราจร (หรือ Traffic) ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อที่เราจะสามารถใช้ขั้นตอนในการทำ SEO เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของจำนวนคนเข้าเว็บที่เราตั้งใจไว้ 2. ให้เลือกชื่อโดเมน หรือชื่อเว็บไซต์ของเรา อย่างระมัดระวัง เป็นเรื่องสำคัญมากที่ชื่อโดเมนของเว็บไซต์ของเรา ควรจะเกี่ยวข้องกับหัวข้อกับที่เราตั้งใจไว้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จะเป็นการดีที่สุดถ้าหัวข้อของเว็บไซต์ของเรา จะเหมือนกับชื่อโดเมนของเรา เพื่อให้ผู้คนสามารถกลับมาดูและเยี่ยมชมเว็บของเราได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเราควรจะใช้เวลาในการหาชื่อโดเมนที่เหมาะสมกับเนื้อหาที่เราต้องการสร้าง 3. จะต้องสร้างคำหลักหรือ Keyword ในเว็บไซต์ของเรา หนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่เราต้องทำ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จทางการตลาดออนไลน์ คือการสร้างคำหลักในเว็บไซต์ของเรา เมื่อเราให้ความสำคัญกับคำหลัก เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากมัน และเพิ่มประสิทธิภาพหน้าเว็บของเราได้ด้วย และถ้าเป็นไปได้ เรายังสามารถใช้ประโยชน์ได้ของชื่อโดเมนของเรา หากชื่อโดเมนของเราเป็นคำหลักเช่นกัน 4. ต้องเลือกใช้เครื่องมือคำหลัก หรือ Keyword Tools การใช้เครื่องมือ เพื่อกำหนดคำหลักในไซต์ของเรา จะช่วยเว็บไซต์ของเราในระยะยาว การใช้ SEO เป็นหนึ่งในเทคนิค ที่จะช่วยให้เราได้รับการเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น มีเครื่องมือหาคำหลักอยู่มากมายที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้ในปัจจุบัน ไม่ว่าเราจะใช้เครื่องมือประเภทไหน เราควรแน่ใจว่าเครื่องมือที่ใช้งานนั้นจะมีประสิทธิภาพ เพื่อที่เราจะไม่เสียเวลาของเราให้มัน 5 ชื่อโดเมนที่มีขีดกลาง หรือ hyphens ในการสร้างชื่อโดเมน เราอาจเจอบทความซึ่งอาจแนะนำไม่ให้ใช้ขีดกลางบนโดเมนของเรา เราควรคิดใหม่ว่าใช้เครื่องหมายขีดกลางบนชื่อโดเมนของเรา ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่อย่างไรก็ตามเราควรจะรู้ว่าคนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ ไม่ชอบพิมพ์ชื่อโดเมนที่มีขีดกลาง 6. เราต้องใช้ประโยชน์จากเครื่องมือแนะนำชื่อโดเมน ในวันนี้ เรามีเครื่องมือคำที่สามารถแนะนำชื่อโดเมนอยู่เป็นจำนวนมากอยู่บนอินเทอร์เน็ต เราควรใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดังกล่าว เราเพียงแค่ใส่คำหลักที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อของเว็บไซต์ของเรา เครื่องมือเหล่านี้ จะช่วยเราให้สามารถเลือกชื่อโดเมนได้ดีมากขึ้น 7. เนื้อหาเว็บไซต์ของเราต้องน่าสนใจ หากเราต้องการให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราเป็นประจำ เราจะต้องสร้างสิ่งต่างๆมากมาย เนื้อหาต้องเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงสำหรับผู้อ่าน และจะดีกว่านี้ถ้าเราสร้างมันด้วยตนเอง หรือ Unique ดังนั้นเราต้องเริ่มเขียนบทความสำหรับเว็บไซต์ของเราในวันนี้ เขียนบทความด้วยการใช้ข้อมูลที่มีคุณค่า เพื่อให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถที่จะชื่นชมมัน แล้วกลับมาอ่านอีกครั้ง 8. มากับชื่อโดเมนที่น่าจดจำ เมื่อต้องการเลือกชื่อโดเมนของไซต์เรา เราจะต้องทำให้เป็นที่น่าจดจำเท่าที่เราจะทำได้ ชื่อโดนเมนที่เราตั้งควรจะจำง่ายและสั้น เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมเว็บไซต์ และด้วยความสั้นของชื่อโดเมน จะช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์จดจำชื่อเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น 9. เพิ่มเนื้อหาในเว็บไซต์ของเราให้มากขึ้น เราต้องจำไว้ว่า เพื่อให้ผู้เข้าชมเ็บไซต์ ซื้อสินค้า หรือลงชื่อสมัครใช้ผลิตภัณฑ์ และบริการเรา เราต้องโน้มน้าวพวกเขาก่อน เราควรจะรู้ว่าลูกค้าแต่ละคนเป็นอย่างไรจากการเข้าชมเว็บไซต์ของเรา เพื่อให้ลูกค้ากลัมาที่เว็บไซต์ของเราอีกครั้ง เราต้องให้เหตุและผลแก่ลูกค้าว่าทำไมต้องซื้อหรือใช้บริการของเราอยู่เสมอ และหนึ่งในนั้นคือ การที่เว็บไซต์ของเรามีเนื้อหาที่ใหม่ และมีการอัปเดตสม่ำเสมอ…
Read More